Biography

ประวัติของคุณอาษา ตอนที่ 3

อาษาไปหาซื้อตะเกียงฝิ่นได้ที่ตลาดบำเพ็ญบุญ ตรงข้ามเฉลิมกรุง ซื่อตลาดนี้ค่อนข้างจะขัดแย้งกับสินค้า คือ ตะเกียงฝิ่น ซึ่งเป็นอุปกรณ์ยาเสพติดให้โทษ แต่สมัยนั้นการสูบฝิ่นยังไม่ผิดกฎหมาย และอาษายังซื้อผ้าไหมผืนใหญ่จากร้าน ไทยปราณีต บางลำพู ฝากให้เป็นที่ระลึกกับภรรยาของคุณเดลในวันเดินทางกลับ ซึ่งมีอาษา และนักประพันธ์ไทยอีกหลายท่านไปส่งที่ดอนเมือง

คุณเดล คาร์เนกี มาเยี่ยมเยียนประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2495 เมื่อท่านกลับไปอเมริการอีก 2 ปีต่อมา ท่านก็เสียชีวิต เมื่อปี พ.ศ. 2497

หลังจากการเสียชีวิตไปประมาณ 3 ปี หลานชายของท่านจึงตั้ง สถาบันคาร์เนกี ขึ้นเพื่อฝึกอบรมการพัฒนาบุคลิกภาพในองค์กร หรือบริษัท ที่ต้องการยกระดับคุณภาพของบุคลากร โดยใช้ตำรา 3 เรื่องของคุณเดลเป็นคู่มือปฏิบัติ คือเรื่อง วิธีชนะทุกข์ และสร้างสุข, วิธีชนะมิตร และจูงใจคน, และการพูดในที่ชุมชน ปรากฏว่าสถาบันคาร์เนกีเป็นที่นิยม และได้เปิดสาขาไปทั่วโลก กว่า 30 สาขา และมาเปิดในประเทศไทยเป็นสาขาที่ 31 เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว โดยมีวิทยาลัยเซนต์จอห์น ของอาจารย์สมัย ขินผา เป็นตัวแทนในการจัดตั้ง จึงเชิญผู้เขียนไปเป็นแขกรับเชิญ และมีการเจรจาขอซื้อลิขสิทธิ์หนังสือทั้ง 3 เรื่อง ไปจัดทำเป็นตำราประกอบ การฝึกอบรม

ประวัติของคุณอาษา ตอนที่ 2

อาษาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2519 อายุ 67 ปี นับถึงปัจจุบัน เสียชีวิตมา 33 ปีแล้ว แต่ผลงานแปล และผลงานแต่งยังคงนำสู่สายตาประชาชนตลอดมา โดยเฉพาะเรื่องแปลจากต้นฉบับของเดล คาร์เนกี จำนวน 3 เรื่อง คือ วิธีชนะทุกและสร้างสุข, วิธีชนะมิตร และจูงใจคน, และการพูดในที่ชุมชน เรื่องแปลเหล่านี้สร้างประโยชน์ให้แก่คนไทยที่ใฝ่หาความรู้ และต้องการจะพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จนับจำนวนไม่ถ้วน

ทำให้ชื่อ อาษา ขอจิตต์เมตต์ มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักแปล ผู้สร้างมิติใหม่ขึ้นมาในวงการหนังสือ เป็นต้นตำรับหนังสือประเภทจิตวิทยาและการพัฒนาบุคลิกภาพตนเอง ที่เรียกันติดปากว่า ฮาวทู(How to) และทำให้เจ้าของเรื่อง คือคุณเดล คาร์เนกี ถึงกับเดินทางมาประเทศไทย เมื่อปีพ.ศ. 2495 หรือเมื่อ 56 ปีที่แล้ว เพื่อขอบคุณ คุณอาษา ที่ช่วยเผยแพร่หนังสือของเขาเป็นภาษาไทย ปี พ.ศ. นั้น ประเทศไทยมีพลเมือง 16 ล้านคน วันที่คุณเดล คาร์เนกีเดินทางมาถึงสนามบินดอนเมือง และมีรถยนต์จากสถานทูตไปรับเพื่อเดินทางต่อเข้ากรุงเทพฯ ด้วยเส้นทางพหลโยธิน (ถนนวิภาวดียังไม่เกิด) ซึ่งเป็นถนนรถวิ่งสวนกัน แต่นาน ๆ จะมีรถวิ่งมาสวนสักคัน สองข้างทางผ่านทุ่ง สวน ไร่นา มีบ้านคนพักอาศัยประปราย ไม่ได้เป็นชุมชนใหญ่ ประกอบด้วยตึกรามบ้านช่องใหญ่โตเช่นทุกวันนี้ แกนึกในใจว่า ผู้แปลหนังสือของเขาเป็นภาษาไทยช่างกล้า กล้าลงทุนที่เสียงกับประชากรอันน้อยนิด

ประวัติของคุณอาษา ตอนที่ 1

อาษา ขอจิตต์เมตต์ เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 ที่ อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช บิดาคือ นายสี และมารดาคือ นางบุญล้อม ขอจิตต์เมตต์ (สกุลเดิมคือ ณ นคร) อาษามีน้องชายเพียงคนเดียวคือ นายบูรณะสุข ขอจิตต์เมตต์ ซึ่งดำเนินกิจการทำเหมืองแร่ดีบุก ในนาม บริษัท สหแร่ไทยภาคใต้ จำกัด ที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช

อาษาเรียนจบชั้นประถมที่โรงเรียนประจำอำเภอสิชล จากนั้นได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ กับญาติผู้ใหญ่ สมัยนั้นต้องมาทางเรือขนมะพร้าวจาก อำเภอสิชล ถึง ท่าเตียน ใช้เวลาเดินทางเดินทาง 3 วัน 3 คืน มาพักบ้านญาติที่ถนนตานี บางลำพู เริ่มเข้าเรียนชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ แต่ด้วยเหตุใดไม่มีใครทราบ ว่าทำไมอาษาจึงมาเรียนต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จบชั้นมัธยม 6 แต่ไม่มีโอกาสเรียนถึงชั้นมัธยม 8 ซึ่งเป็นชั้นเตรียมอุดมศึกษา ช่วงเวลาเรียนเคยทราบจากเพื่อนร่วมรุ่นว่า อาษาได้ออกหนังสือแบบนิวส์เลตเตอร์ ฉบับใช้สมุดเรียนเขียนด้วยปากกาคอแร้ง แล้วส่งหมุนเวียนไปอ่านกันในหมู่เพื่อน ๆ มีทั้งเรื่องแต่ง เรื่องความรู้ที่เรียน และแน่นอนที่มีข่าวประเภท "ก็อดซิบ" หรือซุบซิบครูที่เด็กไม่ชอบ ในที่สุดก็ถูกให้ระงับไป สมัยก่อนครูเป็นใหญ่ มีอำนาจแต่ไม่มีเหตุผล จึงไม่สนใจว่า ลูกศิษย์จะมีความสามารถพิเศษแต่อย่างใด

ชีวประวัติของคุณอาษา ขอจิตต์เมตต์

ปีที่แล้ว(2551) ครบรอบ 101 ปี อาษา ขอจิตต์เมตต์ ทางสำนักพิมพ์แสงดาว เลยได้นำหนังสือของคุณเดล คาร์เนกี ที่แปลโดยคุณอาษา ขอจิตต์เมตต์ ออกมาจำหน่าย ซึ่งมีอยู่ 3 เล่ม คือ วิธีชนะทุกข์ และสร้างสุข, วิธีชนะมิตร และจูงใจคน, และการพูดในที่ชุมชน

ผมเองได้อ่านหนังสือเรื่อง วิธีชนะทุกข์ และสร้างสุข แล้วรู้สึกว่าเป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่ง และการแปลก็ดีเลยทีเดียว ถึงแม้จะมีคำโบราณอยู่บ้าง แต่ก็เพราะ ทางสำนักพิมพ์ต้องการให้เป็นอย่างนั้น อยากจะให้เป็นไปตามต้นฉบับของคุณอาษา ขอจิตต์เมตต์ ที่แปลไว้เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว

ประวัติของคุณอาษา ขอจิตต์เมตต์ โดยย่อมีดังนี้