ประวัติของคุณอาษา ตอนที่ 2

อาษาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2519 อายุ 67 ปี นับถึงปัจจุบัน เสียชีวิตมา 33 ปีแล้ว แต่ผลงานแปล และผลงานแต่งยังคงนำสู่สายตาประชาชนตลอดมา โดยเฉพาะเรื่องแปลจากต้นฉบับของเดล คาร์เนกี จำนวน 3 เรื่อง คือ วิธีชนะทุกและสร้างสุข, วิธีชนะมิตร และจูงใจคน, และการพูดในที่ชุมชน เรื่องแปลเหล่านี้สร้างประโยชน์ให้แก่คนไทยที่ใฝ่หาความรู้ และต้องการจะพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จนับจำนวนไม่ถ้วน

ทำให้ชื่อ อาษา ขอจิตต์เมตต์ มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักแปล ผู้สร้างมิติใหม่ขึ้นมาในวงการหนังสือ เป็นต้นตำรับหนังสือประเภทจิตวิทยาและการพัฒนาบุคลิกภาพตนเอง ที่เรียกันติดปากว่า ฮาวทู(How to) และทำให้เจ้าของเรื่อง คือคุณเดล คาร์เนกี ถึงกับเดินทางมาประเทศไทย เมื่อปีพ.ศ. 2495 หรือเมื่อ 56 ปีที่แล้ว เพื่อขอบคุณ คุณอาษา ที่ช่วยเผยแพร่หนังสือของเขาเป็นภาษาไทย ปี พ.ศ. นั้น ประเทศไทยมีพลเมือง 16 ล้านคน วันที่คุณเดล คาร์เนกีเดินทางมาถึงสนามบินดอนเมือง และมีรถยนต์จากสถานทูตไปรับเพื่อเดินทางต่อเข้ากรุงเทพฯ ด้วยเส้นทางพหลโยธิน (ถนนวิภาวดียังไม่เกิด) ซึ่งเป็นถนนรถวิ่งสวนกัน แต่นาน ๆ จะมีรถวิ่งมาสวนสักคัน สองข้างทางผ่านทุ่ง สวน ไร่นา มีบ้านคนพักอาศัยประปราย ไม่ได้เป็นชุมชนใหญ่ ประกอบด้วยตึกรามบ้านช่องใหญ่โตเช่นทุกวันนี้ แกนึกในใจว่า ผู้แปลหนังสือของเขาเป็นภาษาไทยช่างกล้า กล้าลงทุนที่เสียงกับประชากรอันน้อยนิด ต่างกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งคุณเดล คาร์เนกี เพิ่งเดินทางมาจากที่นั่น มีผู้นำเรื่องราวหนังสือเขาไปแปลเป็นฉบับภาษาญี่ปุ่น ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีประชากรมากกว่าไทยถึงสองถึงสามเท่า (ณ ปี พ.ศ. นั้น) บ้านเมืองก็พัฒนาไปมาก ทั้งที่เป็นประเทศแพ้สงคราม แต่ก็เป็นประเทศแรก ซึ่งนำหนังสือชุด ฮาวทู ไปแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยเป็นประเทศที่สองในเอเชีย จึงสร้างความงุนงง และแปลกใจแก่เจ้าของวรรณกรรมเป็นอย่างมาก ที่คุณเดล คาร์เนกี เดินทางมาพบผู้แปลทั้งสองประเทศ มิใช่จะมาทวงค่าลิขสิทธิ์ ยุคนั้นเขาถือว่าเป็นเกียรติกับเจ้าของวรรณกรรม ที่มีการแปลออกเป็นภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก เวลาช่วงนั้น สื่อต่าง ๆ มีเพียงวิทยุกระจายเสียง หนังสือพิมพ์ ใบปลิว ซึ่งบางรายลงทุนนำใบบลิวขึ้นเครื่องบินใบพัดเดี่ยว โปรยลงมา เด็ก ๆ วิ่งไล่แย่งใบปลิวกลางถนน โชคดีที่รถยนต์มีไม่มาก และยังมีสื่อรถกระจายเสียง เป็นรถบัสคันใหญ่ของทหารเรือ วิ่งกระจายเสียงด้วยเพลงปลุกใจ และคำพูดโฆษณาไปทั่วพระนคร ภายหลังเห็นรถคันนี้จอดอยู่ที่หอภาพยนตร์แห่งชาติ

เรื่องนี้ คุณเดล คาร์เนกี ได้นำมาเปิดเผยกับอาษา เมื่อวันนัดพบปะพูดคุยกันที่สถานทูตอเมริกา ซึ่งเขาทั้งสองรู้จักกันมาก่อนหน้านี้แล้วทางจดหมายขออนุญาต คุณเดลกล่าวขอบคุณที่อาษาให้เกียรติแปล จากนั้นมีการตกลงกันเรื่องค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งคุณเดลบอกว่า เพื่อทำให้ถูกต้องว่ามีการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ แกคิดเพียง 1 เหรียญเท่านั้น ทำให้อาษารู้สึกยินดีในคุณธรรมที่คุณเดลมีต่อท่าน

เมื่ออาษาถามคุณเดลต่อ ว่ามาเมืองไทยอยากได้อะไรเป็นที่ระลึกกลับไปบ้าง คุณเดลบอกว่าอยากได้ โอเปี้ยมแล้มป์(ตะเกียงหลอดที่ใช้เป็นอุปกรณ์สูบฝิ่น) ทำเอาอาษาตกใจ และย้อนถามกลับไปว่า "ท่านสูบฝิ่นด้วยหรือ" คุณเดลหัวเราะ และกล่าวว่า "อยากนำไปตั้งโชว์ และเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้อื่นที่พบเห็นว่า เป็นสิ่งเลวทรามต่ำช้า ซึ่งทำให้สังคมมนุษย์โลกตกต่ำ"

จากนั้นสถานทูตมีการเลี้ยงน้ำชาในช่วงบ่าย และอาษาได้เชิญให้คุณเดล คาร์เนกี ไปร่วมงานเปิดร้านหนังสือ แพร่พิทยา ที่วังบูรพา ซึ่งความจริงในวันนั้น แผนทุกอย่างได้ถูกกำหนด และจัดไว้เป็นอย่างดีก่อนหน้านี้แล้วโดย คุณจิต แพร่พาณิชย์ เจ้าของร้านแพร่พิทยา คุณจิตได้มอบให้อาษาทำหน้าที่เจรจากับคุณเดล เจ้าหน้าที่จากสถานทูตไม่ทราบมาก่อน เมื่ออาษาพาคุณเดลมาถึงวังบูรพา แกตกใจ เพราะนักเขียนชื่อดังของไทยหลายท่านรออยู่ แก่ไม่นึกว่าจะได้รับเกียรติเช่นนี้ จากนั้นพิธีเปิดร้านป็นไปด้วยดี ร้านแพร่พิทยาจึงได้ชื่อว่า มีนักเขียนระดับโลกมาทำพิธีเปิด และคุณเดลเองก็คาดไม่ถึงว่า ประเทศไทยซึ่งเป็นพื้นที่เล็ก ๆ แทบหลุดไปจากแผนที่โลก เมื่อก่อนไม่มีใครรู้จัก ประชากรมีศักยภาพในการอ่าน ถึงขนาดมีร้านหนังสือขนาดใหญ่ ไว้รองรับการอ่านของคนไทยเช่นร้านแพร่พิทยา และเป็นประเทศที่ 2 ที่สนใจนำเนื้อหาของเขามาแปล

คุณเดลสารภาพกับอาษาว่า ช่างที่นั่งเครื่องบินมาจากญี่ปุ่น แกหลับตานึกภาพว่า คนไทยไม่สวมเสื้อ มีการเต้นรำ และประกอบพิธีกรรมแบบชาวเกาะนิวกินี ทั้งประเทศเต็มไปด้วยป่ารกชื้น มีแต่ยุง และแมลงวัน แต่พอเดินทางมาถึง จึงแปลกใจ และลบล้างความคิดเดิมออกไปหมด เมื่อกลับไปอเมริกา คุณเดลได้ไปพูดเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองไทยในทางที่ดี และมีโอกาสไปปาฐกถาในที่ต่าง ๆ เกี่ยวกับเมืองไทย ทำให้คนตะวันตก รู้จักประเทศไทยดีขึ้น หาได้มองประเทศไทยเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนอีกต่อไป

Add new comment

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.
By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.