กาลามสูตร - อย่าเพิ่งเชื่อเพราะ... 10 อย่าง

กาลามสูตร เป็นพระสูตรสำคัญ พระสูตรหนึ่งในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ ซึ่งอยู่ในเกสปุตตนิคม

พระสูตรนี้ว่าด้วย สิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการ ดังนี้ 1. มา อนุสฺสวเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
เพราะอาจไม่เป็นจริงอย่าที่เขาเล่า เนื่องจากบางคนอาจจะฟังไม่ชัด แล้วมาพูดต่อทำให้เรื่องนั้นเปลี่ยนไป เช่น เรื่องจริงมีคนตัดไม้แล้วโดนมีดบาดนิ้ว แต่พอพูดต่อ ๆ กันไปกลายเป็นว่า มีคนตัดนิ้วตัวเองเกือบขาด ซึ่งแตกต่างจากความเป็นจริง
ดังนั้น เราควรฟังไว้ แต่ใช้หลักเหตุผลในการคิดวิเคราะห์ถึงหลักความเป็นไปได้

  1. มา ปรมฺปราย อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบ ๆ กันมา
    เพราะบางอย่างมันเป็นเรื่องที่เหลวไหล เหมือนกับเรื่องที่คนโบราณเชื่อกันว่า แผ่นดินไหวเกิดจากปลาอานนท์พลิกตัว ซึ่งในหลักความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้
    ดังนั้น เราไม่ควรเชื่อ ถึงจะเป็นความเชื่อสืบต่อกันมาก็ตาม แต่เราควรพิจารณาให้ดีก่อนที่จะเชื่อ

  2. มา อิติกิราย อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
    เพราะบางทีข่าวนั้นมันอาจไม่เป็นจริง เช่น ลือกันว่าปีนั้นปีนี้ คนที่เกิดวันนั้นวันนี้จะตาย จะมีเคราะห์ ให้เขียนป้ายติดหน้าบ้านว่า “บ้านนี้ ไม่มีคนเกิดวัน....” แต่ละบ้านจึงมีแต่ป้ายติดหน้าบ้าน อันนี้ก็เป็นข่าวลือที่เป็นไปไม่ได้ เพราะว่า คนจะตายนั้นมันเกี่ยวกับการเขียนป้ายติดหน้าบ้านเลย ถึงเวลาจะตาย ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ตายเหมือนกัน
    ดังนั้น อย่าเพิ่งเชื่อควรจะวิเคราะห์ถึงหลักเหตุผล หลักความเป็นจริง ความเป็นไป ได้แล้วค่อยเชื่อ

  3. มา ปิฏกสมฺปทาเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
    เพราะตำราบางตำราเขียนผิด หรือคนอ้างจำผิดก็อาจเป็นได้ เช่น ในตำราบอกอย่างหนึ่ง แต่เวลาพูด พูดอีกอย่างหนึ่งโดยอ้างเอาตำรา เพราะจะได้เพิ่มน้ำหนักคำพูดของตัวเอง คนไม่รู้ก็เชื่อตามเขา
    ดังนั้น อย่าเพิ่งเชื่อในทันทีควรศึกษาให้ดีก่อนที่จะเชื่อ

  4. มา ตกฺกเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
    เพราะอาจไม่เป็นอย่างที่คิด เช่น เห็นรถวิ่งไปวิ่งมาก็เดาว่าต้องใช้น้ำมันแน่นอน แต่ปัจจุบันรถทางเลือกใหม่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ก็วิ่งได้
    ดังนั้น เราไม่ควรจะเชื่อโดยการเดาเอาเอง ควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อน

  5. มา นยเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา
    เพราะการคาดคะเนนั้นอาจไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ เช่น เวลาขับรถแล้วถึงสี่แยกจะข้ามถนนแต่มีรถวิ่งมา อยู่ไม่ไกลเท่าไรเราคาดคะเนเอาว่าเราจะข้ามทัน แต่อาจไม่เป็นอย่างที่เราคาดไว้ เราอาจถูกรถชนหรือไม่ก็ข้ามถนนได้ แต่อุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยๆเนื่องจากการคาดคะเนที่ผิดพลาด
    ดังนั้น เราไม่ควรเชื่อในการคาดคะเน ควรใช้สติและรอบครอบก่อนที่จะเชื่อ

  6. มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
    เพราะสิ่งที่เห็นอาจไม่เป็นจริงอย่างที่คิด เช่นเห็นคน 2 คน ชายกับหญิงนั่งคุยกัน ก็เดาเอาว่าเขาเป็นแฟนกันแล้ว แต่ความเป็นจริงเขาอาจจะเป็นพี่น้อง หรือเป็นเพื่อนกันก็เป็นได้
    ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นอาจไม่เป็นอย่างที่เราคิด ควรถามให้แน่ใจก่อนที่เชื่อ

  7. มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน เพราะว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นอาจจะผิดก็ได้ บางทีมีคนมาหลอกเรา โดยอาศัยความเชื่อของเราที่มีอยู่ก่อนแล้ว เช่น เราไม่ชอบใครสักคน พอมีคนมาบอกเราว่าคนที่เราไม่ชอบนั้น เป็นคนไม่ดี เราก็จะเชื่อว่าเขาไม่ดีจริง ๆ เพราะเราก็ไม่ชอบเขาอยู่แล้ว แต่อาจไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ เขาอาจเป็นคนดี แต่คนที่มาบอกเรา เขาอาจจะไม่ชอบเหมือนกับเรา
    ดังนั้น ไม่ควรเชื่อตามที่คนอื่นยุยง ทางที่ดีควรศึกษาถึงเป้าหมายให้แน่ใจก่อนที่จะเชื่อ

  8. มา ภพฺพรูปตา อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
    เพราะว่าคนที่เชื่อได้อาจจะมีเจตนาที่ไม่ดีกับเราก็เป็นได้ อย่าเห็นว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ เป็นเจ้านาย ก็อย่าเพิ่งไปเชื่อเลยทีเดียว เช่น เราเป็นผู้หญิงแล้วเจ้านายบอกให้ไปหาในห้อง สองต่อสอง จะคุยเรื่องงาน แต่จริงแล้วอาจจะทำอนาจารเราก็เป็นได้
    ดังนั้น ควรคิดให้ดีเสียก่อน ไม่ได้บอกให้ไม่เชื่อเจ้านายตัวเองนะ (เดี๋ยวโดนไล่ออก) แต่ให้พิจารณาดูก่อนแล้วค่อยเชื่อ

  9. มา สมโณ โน ครูติ อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา
    เพราะครูของเราท่านอาจจะลืม หรือจำไม่ได้ แต่ด้วยหน้าที่จำเป็นต้องรู้ จึงได้บอกผิดไป เช่น วัยรุ่นถามครูว่า "ครูครับ ซิว ๆ แปลว่าอะไรครับ" (ครูเป็นคนแก่ ไม่เข้าใจภาษาวัยรุ่น แต่ด้วยความเป็นครูจะบอกว่า ไม่รู้ก็ไม่ได้) ครูบอกว่า มันเป็นคำที่เขาใช้ไล่ไก่ ซึ่งมันผิด เพราะความจริง ซิว ๆ แปลว่า สบาย
    ดังนั้น อย่าเพิ่งไปเชื่อถึงแม้จะเป็นครูก็ตาม

แต่ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า "ไม่ให้เชื่อ" แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนว่าไม่ให้เชื่อ แต่ ทรงสอนว่า "อย่าเพิ่งเชื่อ ต้องพิจารณาดูเสียก่อน แล้วจึงค่อยเชื่อ"

Note: อ่านจบแล้ว พิจารณาดูก่อน หากมันเป็นจริงแล้วค่อยเชื่อนะ :)

Add new comment

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.
By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.