ผมเป็นที่ค่อนข้างขาดความมั่นใจในตัวเอง ขาดความกล้า แต่ที่ผ่านมาในชีวิตผม มีสิ่งที่ผมกล้าทำอยู่ 2 ครั้งที่ผมยังจำได้อยู่ มันดูเล็กน้อยสำหรับหลาย ๆ คน แต่สำหรับผมแล้วมันคือความยิ่งใหญ่เล็ก ๆ ที่เปลี่ยนชีวิตผมได้ เรื่องแรกคือ กระโดดหอ
ผมตกลงใจที่จะไปเข้าค่ายคณิตศาสตร์ในสมัยมัธยมต้น ซึ่งก่อนหน้านี้ จะรับเฉพาะนักเรียนในกลุ่มที่เรียนคณิตศาสตร์เป็นวิชาเสริมเท่านั้น ซึ่งผมไม่ได้เรียน เพราะผมค่อนข้างจะไม่ชอบวิชานี้ (ถึงผมจะทำได้ดีพอสมควรก็เหอะ) เมื่อรู้ว่าจะมีการเข้าค่ายก็รู้สึกเสียดายอยู่ลึก ๆ ในตอนที่อยู่ ม. 1
ผมไม่ค่อยชอบเข้าค่ายลูกเสือสักเท่าไหร่ แต่สำหรับค่ายแบบอื่น ๆ ผมยินดีที่จะไป
แต่พอเป็น ม.2 ทางคณะอาจารย์เขาเปลี่ยนใหม่ให้นักเรียนทุกคนไปได้ ผมเลยไปด้วย คราวนี้จัดที่ค่ายท่านมุก ค่ายที่ใคร ๆ (แถวบ้านผมก็อยากจะไป)
ค่ายครั้งนี้มีความประทับใจอยู่ 3 อย่าง (มันมีเยอะกว่านี้ แต่เอาแบบที่สุดในความรู้สึกก็แล้วกันครับ)
เล่นละครบนเวทีครั้งแรกที่เป็นตัวหลัก และประหม่าจนพูดไม่ออกสักคำ แต่มันกลายเป็นดีเสียงั้น มันเป็นไกรทองที่ตลกมากในชีวิต และรู้สึกภูมิใจที่หลาย ๆ คนต่างหัวเราะออกมา (อันนี้โดนบังคับให้เล่น)
มันทำให้รู้สึกว่า การที่ทำให้ใครสักคนหัวเราะ มีความสุข เราก็มีความสุขไปกับเขาด้วย
ต่อมาคือกระโดดหอ ผมคิดว่าไม่กลัวความสูง (อาจจะหวิว ๆ บ้าง) แต่ว่าหลังจากโดนไซโคมากเข้า ก็เริ่มชักไม่มั่นใจ นั่งทำใจอยู่เกือบ 30 นาที และคิดว่าคงไม่ขึ้นไปกระโดดเป็นแน่ แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เอาวะ ลองดูสักครั้ง มันปลอดภัย ปลอบใจตัวเองต่าง ๆ นา ๆ พอเดินไปใส่ชุดกระโดดร่ม มือมันเย็นเฉียบ จนครูฝึกถามหาความมั่นใจ แต่ผมก็ไม่พูดอะไรพยักหน้า แล้วก็ขู่ว่า "ขึ้นไปแล้วต้องโดดลงมาอย่างเดียวนะ" แล้วก็เดินขึ้นหอไป
ขึ้นไปแล้ว กลับรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้สูงอย่างที่คิดแฮะ ไม่ค่อยต่างกับตอนปีนต้นไม้เล่นสักเท่าไหร่ ครูฝึกบอกว่า ถ้ากลัวให้ปิดตา กลั้นใจ กระโดดลงไปเลย
ถึงคิวผม ผมก็กระโดดลงมาไม่ปิดตา แต่กลับหัวเราะออกมา มันสนุกดีแฮะ น่าจะลองอีกสักรอบ
สำหรับครั้งนี้ก็รู้สึกว่า บางอย่างที่เราคิดว่ามันน่ากลัว พอเผชิญหน้ากับมันจริง ๆ มันอาจจะไม่น่ากลัวอย่างที่คิดก็ได้
เรื่องสุดท้ายก็คือ วันสุดท้าย วันสุดท้ายต้องจากกัน ก่อนจะจากก็ต้องต้องเพลงลาตามธรรมเนียม (จำไม่ได้แฮะ น่าจะเป็น คำสัญญา) วิทยากรก็เริ่มนำเราก็จับมือกัน ยิ่งนานมันยิ่งเศร้า เกือบจะร้องกันแล้วล่ะ แต่อยู่ดี ๆ ก็มีใครก็ไม่รู้เร่งสเต็บเพลงขึ้นมานิดนึง ผมยิ้ม แล้วหลายคนก็เริ่มเร่งสเต็บเพิ่มกันขึ้นอีกนิด ทีนี้หลาย ๆ คนก็เร่งให้เพลงที่ช้า เศร้าอยู่ เร็วขึ้น จนวิทยากรหยุดร้อง แล้วพวกเราที่อยู่ข้างล่างร้องกันในทำนองเร็วนั้นแทน พอจบก็ "โย่ว!" ต่างยิ้มให้ และหัวเราะกัน แทนที่จะจากกันแบบเศร้า ๆ เราก็จากกันด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะแทน
มันทำให้ผมรู้สึกว่า ใช่ การต้องพรากจากจากสิ่งที่รัก สิ่งที่ผูกพันธ์มันเศร้า แต่ไม่เห็นจำเป็นต้องจมอยู่กับความเศร้านั้นเลย
อีกเรื่องคือ เรียนต่อให้จบ
ผมค่อนข้างเป็นเด็กที่เรียนดีพอสมควร แต่วันหนึ่งผมกลับพลาดติดอยู่ 2 วิชา เป็น 2 วิชาที่ไม่ใช่ผมทำได้ไม่ดี แต่ผมมีปัญหาบางอย่างกับมัน (ไม่ขอกล่าวถึง ไม่อยากจะพาดพึงถึงใคร) ทางบ้านคิดว่าผมติดเกมเลยเรียนไม่จบ แต่ผมไม่เคยแก้ตัวเลยในตอนนั้น (ทีแรกผมไม่ได้บอกทางบ้านว่าเรียนไม่จบ แต่ท่านก็ระแคะระคายบ้างเหมือนกัน)
ผมไม่รู้จะทำไง ถ้าเป็นคนอื่นก็ไปเรียนให้จบก็จบกันไป แต่ผมไม่กล้าพอขนาดนั้น ผมไม่อยากแม้แต่จะมีชีวิตอยู่เสียด้วยซ้ำในตอนนั้น มันเป็นปัญหาสำหรับผมจริง ๆ ไหนจะหลักสูตรใหม่ที่เข้ามาตอนนั้นพอดี ไหนจะฐานะเด็กเรียนที่มีอยู่อีก (คุณอาจจะว่ามันงี่เง่ากับเรื่องแค่นี้ แต่ถ้าคุณไม่เป็นผม คุณจะไม่เข้าใจหรอก)
แต่แล้ววันหนึ่ง ผมกลับรู้สึกสงสารพ่อ แม่ผม ที่ลูกที่ตัวเองสุดจะภูมิใจกลับเรียนไม่จบ สุดท้ายผมก็เลยไปพูดกับแม่ว่า ให้ไปวิทยาลัยเป็นเพื่อนหน่อย เผื่อเขาจะต้องการลายเซ็นจะได้ไม่ต้องกลับมาขออยู่อีก
กลัวไหม กลัวมาก ใจเต้นตึก ๆ เหงื่อออก ผมไปถึงวิทยาลัยประมาณ 9 โมงได้ จัดการติดต่อ อาจารย์แนะนำ(คนที่ผมสนิท)ถามโน่นถามนี่เรียบร้อย แล้วก็เดินไปขอลายเซ็นอาจารย์หลายคน บางท่านก็ถาม บางท่านก็ไม่ถาม แต่ผมพูดอะไรไม่ค่อยออกสักเท่าไหร่
จนมาถึงผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ แต่ท่านไม่อยู่ ออกไปธุระข้างนอก ผมนั่งรออยู่หลายชั่วโมงแต่ไม่กลับมาสักที กะจะกลับบ้านอยู่แล้ว ความรู้สึกตอนนั้นคือ ท้อแท้มาก กว่าจะเคลียร์ทั้งเรื่องโอนวิชาเรียนจากแบบเก่ามาแบบใหม่ เดินตามหาอาจารย์ทั้งวิทยาลัย แต่สุดท้ายก็เหมือนจะไม่สำเร็จ
ท่านผู้อำนวยการท่านกลับมาก่อน เห็นผมนั่งอยู่กับแม่ เลยถามว่ามาทำอะไร ผมเลยบอกว่า "มาทำเรียนลงเรียนต่อให้จบครับ" ท่านก็ไม่พูดอะไร เอาเอกสารผมไปเซ็นให้เสร็จแล้วยื่นกลับมา ผมขอบคุณท่านแล้วก็นั่งรอผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการต่อ
หัวหน้าฝ่ายวิชาการท่านขึ้นมาทำธุระด้านบน ยังเห็นผมนั่งอยู่ทั้ง ๆ ที่มันบ่ายมากแล้วเลยถามว่า นั่งรอใครอยู่ ผมเลยบอกว่า รอท่านผู้ช่วยอยู่ครับ อาจารย์เลยขอเอกสารผมไปดูเปิดดูอยู่พักนึง ก็บอกว่า ไม่ต้องรอแล้วล่ะ ท่านผู้อำนวยการเซ็นแล้วก็ไม่มีปัญหาแล้วล่ะ
อ่า กว่าจะเสร็จ แต่มันไม่จบหรอกนะ ผมยังต้องไปเรียนอีก
การเรียนมีปัญหาบ้างเล็กน้อย แต่ด้วยความสามารถของผม และความช่วยเหลือจากบางคนทำให้ผมผ่านมันมาได้
ตอนขอจบมีปัญหาหน่วยกิจไม่ครบ เพราะหลักสูตรใหม่ตัดวิชาของหลักสูตรเก่าออก และเพิ่มวิชาใหม่เข้าไป แต่ฝ่ายวิชาการให้หาหลักฐานไปอ้างว่ามีสิทธิ์จบ ผมก็ใช้ผลการเรียนของเพื่อนชื่อ "อาคม" (ยังจำได้) เป็นหลักฐาน และได้ รบ. มา
ใช่ผมทำได้ เพราะผมกล้าเผชิญหน้ากับความกลัว และผมไม่ยอมแพ้มัน
ปล. ส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นใจในตัวเอง
Add new comment