ผมเรียนหลักสูตรปริญญาตรีของ มสธ. อยู่ และปีการศึกษานี้(2553)(หวังว่าจะ)เป็นปีสุดท้ายของการเรียน
ทางมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเลยให้นักศึกษาที่คาดว่าจะจบ(เหลือวิชาที่ต้องลงทะเบียนเรียนน้อยกว่า 3 วิชา) ต้องไปอบรมหลักสูตรประสบการณ์วิชาชีพที่มหาวิทยาลัย
ดังนั้นผมเลยต้องไป มสธ. สักครั้ง
เมื่อได้รับหนังสือมาก็จองตั๋วรถไฟตู้นอน(ตรัง-กรุงเทพ)ในวันรุ่งขึ้น (แฟนเป็นคนจองให้ เพราะต้องพาแม่ไปหาหมอที่ตรังพอดี) ที่จะไปทางรถไฟ มีเหตุผลเดียวคือ สายใต้ใหม่(สุด ๆ) มันอยู่ห่างจากตัวเมืองกรุงเทพฯ มาก ผมต่อรถไม่ถูก และไม่อยากนั่งแท็กซี่ ไปทางรถไฟ มันถึงหัวลำโพง นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปไหนมาไหนสะดวกกว่า
เดินทางให้ถึงก่อนวันอบรม 1 วันเพื่อป้องกันการไปสาย และกลับในวันหลังอบรมเสร็จ
ครั้งนี้จะไปกรุงเทพฯ คนเดียวครั้งแรก ค่อนข้างจะเป็นกังวล ถึงแม้จะรู้ว่าไปยังไง ต่อรถไฟฟ้ายังไง แต่ที่ไม่รู้คือ เส้นทางรถเมล์ และรถตู้ เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับรถตู้เล็กน้อย สุดท้ายก็ทำใจ เอาเถอะสักครั้งในชีวิตจะเป็นไรไป
พอมาถึงวันเดินทางแฟนก็ไปส่งถึงที่สถานีรถไฟ นั่งไปอ่านหนังสือไปตามระเบียบ จนมาถึงสถานีหัวลำโพงหาอะไรกินแถวนั้นเล็กน้อย ก่อนที่จะนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปที่จตุจักร เพราะเขาว่า ตรงนี้ก็มีรถตู้ไปปากเกร็ด สามารถนั่งรถตู้ที่นี่ไปลงปากทาง แล้วต่อมอเตอร์ไซต์รับจ้างเข้าไปได้
พอไปหาจริง ๆ ก็ไม่เจอ เลยไปถามทาง ททท. ที่ตั้งอยู่แถวนั้น เขาบอกว่าอยู่ด้านหลัง เดินหาสักพักก็เจอ แต่พอถามคนขับรถว่า จะไป มสธ. ไปรถคนนี้ได้ไหม เขากลับตอบกลับมาว่า "ไม่ได้" คำเดียวสั้น ๆ แล้วยังทำหน้าไม่พอใจอีก
สุดท้ายเลยต้องกลับมาที่อนุเสาวรีย์ตามธรรมเนียม แต่รู้แค่ว่า คิวรถตู้จอดอยู่ใต้ทางด่วน เดินดูอยู่แล้วก็ลงไปใต้ทางด่วน แต่ไม่เห็นคิวรถตู้ ถามแม้ค้าแถวนั้นเขาบอกว่า "มันอยู่ตรงกันข้าม คุณต้องข้ามถนนไปฝั่งโน้น" อ่า จะบ้า แต่ก็ขอบคุณคุณแม้ค้านะครับ
พอมาถึงคิวรถตู้ รถตู้เพียบ กำลังมึน ๆ เขาชี้ไปทางโน้นทางนี้ก็เดินตาม ป้ายก็มีแต่ดันไม่อ่าน สุดท้ายก็เจอ คนแน่นเต็มรถ นั่งไปสักพักก็ถึง มสธ. (เย้!)
มาถึงมสธ. ก็ไปเข้าพักที่ศูนย์สัมมนา (จองมาก่อนแล้ว) คืนนึง(คนเดียว) 480 บาท เอาความสะดวก ตอนเย็น ๆ ออกไปเดิน เขาบอกว่า มีตลาดที่เมืองทอง ไปถึงยังไม่เย็นเท่าไหร่ มีคนมาขายของข้างนอกด้วย แต่เขายังตั้งร้านกันอยู่เลย ข้างในเป็นศูนย์อาหาร อาหารเยอะ แต่ไม่รู้จะกินอะไรดี ไม่ค่อยชอบอะไรสักเท่าไหร่ สุดท้ายก็มานั่งกินแกงจืดมะระ รสชาติไม่ค่อยถูกปากสักเท่าไหร่ :/
กลับมาถึงห้องก็นั่งดูทีวีช่อง 3 ฟลุ๊กเพราะด้านล่างเขาดูด้วยพอดี ไม่งั้นก็อด เพราะถ้าด้านล่างเปลี่ยนช่อง ด้านบนก็เปลี่ยน แถม รับช่อง 3 เองไม่ได้อีก (หรืออาจจะได้แต่ไม่ได้จูนไว้ก็ไม่รู้)
ดูหนังจบก็ อาบน้ำ นอน
ตื่นมารุ่งเช้า ไปลงทะเบียนเข้าอบรม ไปด้วยความไม่รู้ว่าตึกไหนกันหลายคน แต่ก็ตามป้ายไปจนเจอตึกเฉลิมพระเกียรติจนได้ เข้าไปลงทะเบียนเรียบร้อยก็ขึ้นห้องพัก
เขาให้เข้าพักห้องนึง 4 คน เป็นห้องกว้าง 4 เตียงนอน นอนหันหัวชนกัน ห้องผมมีพี่เดช พี่แสบ พี่ไก่ แล้วก็ผม
เข้าห้องจัดของเสร็จ คุยกันนิดหน่อย เมื่อถึงเวลาก็เข้าห้องประชมใหญ่
ในรุ่นนี้จะมี สาขา วิทยาการการจัดการ, แนะแนว และส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมอบรม โดยจะโดนแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยประมาณกลุ่มละ 25 คน ผมเป็นกลุ่มที่ 2 (มั้งนะ) อาจารย์ประจำกลุ่มคือ รศ. ศรีธนา บุญญเศรษฐ์
ในห้องประชุมใหญ่ก็สนุก ๆ กันไปเรื่อย ๆ
ผมโดนเชิญให้ออกไปหน้าห้องประชุมใหญ่ น่าจะ 4 ครั้งได้โดยเพื่อน ๆ (- -") เพื่อร่วมสนุก ความรู้สึกแล้วมันตื่นเต้นน้อยกว่า ออกไปนำเสนองานในกลุ่มย่อย เพราะมันมีมีหลักการเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่กลัวผิด แล้วก็ไม่ตื่นเต้นเหมือนเมื่อก่อน อาจเพราะเรากล้ามากขึ้นก็ได้ (กล้านะไม่ใช่หน้าด้าน โปรดอย่าเข้าใจผิด)
ส่วนให้ห้องย่อยก็มีเครียดกันบ้าง เพราะต้องทำงานส่ง และถือเป็นคะแนนของวิชานี้(60 คะแนน) แต่ในความรู้สึกของผม กลุ่มย่อยนี้ค่อนข้างจะสนุกสนานเฮฮากันเป็นส่วนใหญ่ งานก็ทำไป คุยเล่นกันพลางออกนอกเรื่องกันบ้าง แต่ก็ช่วย ๆ กันทำเสมอ ๆ (แอบข้ามกลุ่มภายในห้องไปช่วยกลุ่มอื่นบ้าง แอบไปสอบถามจากห้องข้าง ๆ กันบ้าง)
สรุปแล้ว สนุกสนานกันดี มีความสุข
ห้องอื่นเป็นไงบ้างอันนี้ไม่รู้เหมือนกัน
อาจารย์ศรีธนาเข้ามาค่อยเตือนเรื่องถึงเวลารับประทานอาหารอยู่บ่อย แล้วช่วยเหลือตอนที่ทำงานไม่ได้กัน ให้คำแนะนำเล็กน้อย เพื่อให้ผ่านไปได้ แล้วหลังจากที่พวกเรานำเสนอกันจบก็มีอธิบายเพิ่มเติมให้ด้วย
เรื่องอาหาร รสชาติอาหารจะเป็นกลาง ๆ ไม่รสอ่อน หรือรสจัดเกินไป แล้วก็มีหลายมื้อ (เช้า เที่ยง บ่าย ค่ำ ดึก) เมื่อทางอาจารย์ในห้องประชุมใหญ่ถามว่าอะไรอร่อยสุด ผลตอบกลับมาคือ "ผลไม้" สำหรับผม ของหวานมันอร่อยนะ ไม่หวาน หรือมันเกินไป แต่ของคาวรสชาติอ่อนไปนิดสำหรับผมนะ
วันสุดท้ายมีการจัดงานสาระสังสรรค์ มีจัดแสดงจากกลุ่มต่าง ๆ ส่วนมากก็จะเป็นร้องคาราโอเกะกัน กลุ่มผม พี่ชา ออกไปร้องเพลง แล้วก็มีพี่หอมเป็นแด้นเซอร์ในชุดไทย เท่ดี
ที่เด็ดสุด ๆ ก็คงจะเป็นมีพี่คนนึงแต่งตัวแล้วก็แสดงเป็นางโชว์แบบใน... ทีฟฟานี่ที่พัทยาให้ดูด้วย อลังการ และสุดยอดมาก ๆ
หลังจากนั้นก็มีการร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก็ออกไปเต้นกับเขาบ้าง (จริง ๆ ก็ไปยืนโยกไม้โยกมือถึงจะถูก เพราะเต้นกับเขาไม่เป็นสักกะท่า มีพี่แอนสอนให้นิด ๆ หน่อย ๆ) คงจะเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวในชีวิตมั้งที่จะทำแบบนี้
พอก่อนจะกลับก็ร่ำรากันแล้วหลาย ๆ คนก็บอกว่าจะมารับปริญญา ผมเองก็คิดว่าจะไปรับด้วยคนนึงเหมือนกัน คิดว่าคงจะได้เจอกันอีกในเดือนมกราคม 2554
หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันกลับ หลายคน(รวมทั้งผม)จะกลับไปยังบ้านของตัวเองในเย็นวันนั้นเลย แต่เวลาเหลืออีกนิดหน่อยก็ไปเดินเที่ยวกันเป็นส่วนใหญ่ บางคนก็ไปห้าง บางคนก็ไปรอที่คิวรถ
ระหว่างรอรถไฟออกก็มีเพื่อนมาชวนไปอยู่ที่บ้านก่อน พี่เขาแนะนำว่าไปรถแท็กซี่ก็ได้ เลยนั่งแท็กซี่ไป เห็นรถตำรวจค่อนข้างจะเยอะ เมื่อถึงก็ขอหลบเข้าไปนอนพักดูหนังตามระเบียบ (มาพักที่นี่ทีไร ก็นั่ง/นอนดูหนังประจำ)
แล้วก็พาไปเลี้ยงอาหารญี่ปุ่นจนอิ่ม แถมซื้อเผื่อมาให้กินในรถไฟอีก แน่นชะมัด แต่ก็กินอ่ะนะ
นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินมาจนถึงหัวลำโพง ใกล้รถไฟจะออกแล้ว เดินเข้าชานชะลาที่นั่งกลับตรังประจำ ปรากฏว่า ไม่มีรถไฟ เลยย้อนกลับไปถามเจ้าหน้าที่ เขาเลยบอกว่าอยู่อีกชานชะลานึง เดินกลับไปขึ้นทันพอดี โล่งอก
ตู้ที่ผมนั่งเขาลงที่ สราษฎ์กันเกือบหมด ผมนั่งรวมกับกลุ่มที่เขาจะไปงานแต่งงานกัน มีคุณตามาด้วยคนนึงเห็นคุยกันสนุกดีเลยขอแอบนั่งฟังด้วย เลยโดนหันมาถามว่า "สนใจการเมืองบ้างไหม?" ผมเลยตอบไปว่า "เบื่อแล้ว มันไม่จบกันสักที"
พอดีช่วงวันกลับเป็นวันที่มีข่าวว่าจะมีการชุมชนกันเกิดขึ้น พวกเรา(คนที่ไปอบรม)ก็หวั่นใจว่าจะไม่ได้กลับกันอยู่เหมือนกัน แต่เขายกเลิกเสียก่อน โชคดีไป
แต่ก่อนจะนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินมายังหัวลำโพง พี่เขา(เขาเป็นเพื่อนแฟนผมมาก่อนหน่ะครับ)โทรไปเย้าแฟนผมว่า "ถ้ากลับไม่ทันนี่ พักต่อกับเขาก่อนแล้วค่อยกลับก็ได้" แฟนเลยตอบกลับมาว่า "รู้นะ ว่าคิดจะทำอะไรกันหน่ะ"
Add new comment